หน้าแรก || ประวัติผู้ก่อตั้งโรงเรียน
ประวัติผู้ก่อตั้งโรงเรียน

พระสมณวัตรวิมล (คำ มาคโธ)
อดีตรองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี
เจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐาราม อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี
ผู้ก่อตั้ง โรงเรียนเสาไห้ “วิมลวิทยานุกูล”

     พระเดชพระคุณพระสมณวัตรวิมล เจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐารามและรองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เป็นพระเถระรูปหนึ่งที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายเคารพรักท่านเป็นอย่างยิ่ง เพราะท่านเป็นพระเถระที่อาวุโส ประกอบกับจริยาวัตรของท่านเต็มไปด้วยความสงบเยือกเย็น และเปี่ยมไปด้วยความเมตตาเป็นนิจ คราใดที่ได้มีโอกาสไปนั่งใกล้ท่าน จะมีความรู้สึกว่าตัวเองได้เข้าไปนั่งใต้ร่มไม้ใหญ่ที่มีแต่ความระรื่นเย็นสงบ เมื่อวันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม 2525 กระผมได้มีโอกาสไปเรียนถามประวัติของท่าน ท่านก็กรุณาเล่าประวัติของท่านให้ฟังเป็นอย่างดี ซึ่งจะได้นำมาเรียบเรียงดังต่อไปนี้ และจะขออนุญาตเรียกท่านว่า “หลวงพ่อ” แทนนามจริงของท่านต่อไป

ชาติภูมิเดิม
      นามเดิมของหลวงพ่อ คือ “คำ” นามสกุล “นิลพันธุ์” ท่านเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี แรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีเถาะ ตรงกับวันที่ 15 ตุลาคม 2446 โยมบิดาของท่าน ชื่อ “เหมือน” เป็นคนมีรกรากดั้งเดิมจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โยมมารดา ชื่อ “ขลิบ” เป็นคนเสาไห้นี่เอง อาชีพเดิมของโยมบิดา – มารดา คือ ทำนา มีบ้านอยู่บ้านไผ่ล้อมน้อย คือหมู่บ้านที่อยู่ทิศตะวันตกของวัดสุมหประดิษฐารามนี่เอง หลวงพ่อเกิดที่บ้านนี้ หลวงพ่อมีพี่ – น้อง ร่วมบิดา – มารดา ดังนี้

1. นายอยู่ (ถึงแก่กรรม)
2. พระสมณวัตรวิมล
3. นางจันเป็ง (ถึงแก่กรรม)
4. นายคำมูล (ถึงแก่กรรม)
5. นางบุญนาค ปัญญา

การศึกษาเบื้องต้น
หลวงพ่อเล่าว่า ในวัยเด็กท่านก็ช่วยโยมและพี่ทำงานที่บ้านเล็กน้อย พออายุ 10 ขวบ ท่านก็ไปอยู่วัดไก่จ้น ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยไปเรียนหนังสืออยู่กับหลวงลุงของท่าน คือ พระอาจารย์กลุ่ม (พี่โยมบิดาของหลวงพ่อ) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดนี้ และสอนหนังสือให้แก่เด็กด้วย ซึ่งขณะนั้นมีเด็กนักเรียนอยู่ 12 คน หลวงพ่อเรียนภาษาไทยอยู่ 2 ปี ก็จบมูลบทบรรพกิจและปฐม ก.กา แล้วก็กลับมาอยู่บ้านตามเดิม
       พออายุได้ 12 ปี หลวงพ่อก็เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดสมุหประดิษฐาราม ซึ่งขณะนั้นมีอาคารเรียนเป็นเอกเทศแล้ว มีครูสอนอยู่ 2 คน คือ ครูเต้ เป็นครูใหญ่ และ ครูยอด เป็นครูน้อย สมัยนั้นการเรียนระดับประถมศึกษามี 3 ชั้น คือ ป.1 , ป.2 และ ป.3 หลวงพ่อเรียนอยู่ 2 ปี ก็จบ ป.3 เพราะครูเห็นว่าหลวงพ่อเรียนจบมูลบทบรรพกิจและปฐม ก.กา มาแล้ว จึงให้เรียน ป.1 , ป.2 ปีเดียว ปีที่ 2 ก็เรียนชั้น ป.3 แล้วก็จบ ออกโรงเรียนมา

ชีวิตในวัยหนุ่ม
       เมื่อเรียนจบจากโรงเรียนประถม หลวงพ่อก็ออกมาช่วยโยมและพี่ทำนา หลวงพ่อเล่าว่าตัวท่านตอนนั้นไม่ค่อยแข็งแรงนัก ทำงานหนักไม่ค่อยไหว ไถนาบางทีเหวี่ยงหางไถก็ล้ม ผมกราบเรียนถามท่านว่า “สมัยเป็นหนุ่ม หลวงพ่อเที่ยวไหมครับ” หลวงพ่อบอกว่าตอนเป็นหนุ่มท่านไม่ได้เที่ยวเลย เพราะเหตุสองประการ คือ ตัวท่านเองไม่ชอบเที่ยวประการหนึ่ง ประกอบทั้งโยมคอยห้ามเสมอ ด้วยเกรงจะได้รับความเดือดร้อนแก่ตัวเองและครอบครัว หลวงพ่อว่า “ไม่เคยไปเที่ยวสาวบ้านไหนเลย”

อุปสมบท
       หลวงพ่อไม่เคยบวชเป็นสามเณรมาก่อน มาบวชเป็นพระเมื่ออายุครบ 21 ปี โดยบวชที่วัดสมุหประดิษฐาราม เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2466 โดยมีพระศีลวิสุทธิดิลก (โต) เจ้าอาวาสวัดสุหประดิษฐาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระวินัยธรรม (มี) และพระสมุห์ฤทธิ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์และอนุสาวนจารย์ หลวงพ่อได้รับนามฉายาว่า “มาคโธ” เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านก็อยู่วัดสมุหประดิษฐาราม นี้นานถึง 11 พรรษา

การศึกษา
      กระผมขออนุญาตกล่าวแทรกไว้ในที่นี้ก่อนว่า สมัยนั้นวัดสมุหประดิษฐาราม เป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมมาก โดยการริเริ่มและการดำเนินการของพระศีลวิสุทธิดิลก (โต) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้น วิชาที่เปิดสอนมีทั้งนักธรรม บาลี และวิชาช่างต่าง ๆ โดยท่านเจ้าอาวาสจะจัดหาครูมาสอน และส่งพระที่วัดนี้ไปเรียนที่กรุงเทพฯ แล้วกลับมาเป็นครูสอน จึงปรากฎว่ามีผู้สำเร็จการศึกษาจากสำนักนี้และได้ดิบได้ดีมากมาย
     ส่วนวิชาช่างนั้น ท่านเจ้าอาวาสคือ หลวงพ่อโตจะเป็นผู้สอนเอง มีทั้งช่างเหล็ก ช่างปูน ช่างไม้ แม้ช่างนาฬิกาท่านก็สอนให้ ท่านเจ้าคุณศีลวิสุทธิดิลก (โต) กล่าวว่า ที่สอนวิชาช่างเหล่านี้ให้แก่พระก็เพื่อว่าต่อไปพระจะเป็นฆราวาสหรือไม่ก็ตาม ก็จะได้ทำการก่อสร้างวัดได้ อย่างน้อยก็เพื่อมิให้ช่างตบตาได้ ท่านบอกว่า “อย่าเป็นแต่ช่างว่า ให้เป็นช่างทำด้วย”
สำนักเรียนวัดสมุหประดิษฐาราม เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา แม้สิ้นสมัยหลวงพ่อเจ้าคุณโตแล้ว ก็ยังเปิดสอนนักธรรม – บาลี ต่อมามิได้ขาด สำนักนี้เริ่มมาซบเซาเมื่อ พ.ศ.2496 เมื่อทางการคณะสงฆ์ได้สั่งให้พระมหามณี สุวโจ ซึ่งเป็นครูสอนบาลีในสมัยนั้นไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท และปัจจุบันท่านก็คือ พระธรรมรัตนากร เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี นั่นเอง
      ขอย้อนกล่าวถึงพระภิกษุคำ มาคโธ หรือหลวงพ่อของเรา เมื่อบวชแล้วพรรษาแรกท่านก็เรียนนักธรรมตรีที่วัดนี้ โดยมีพระครูสุประดิษฐ์ศิลคุณ (ลี) เป็นผู้สอน และท่านก็สอบนักธรรมตรีได้ในพรรษานี้ และในพรรษาแรกนี้เอง หลวงพ่อก็ได้เรียนกรรมฐานในเวลาพรรษาตลอดสามเดือนด้วย โดยมีพระอาจารย์มี ที่อยู่ในวัดนี้เป็นผู้สอน หลวงพ่อเล่าว่า วิธีเรียนจะเริ่มต้นด้วยการขึ้นกรรมฐาน โดยท่านอาจารย์มี จะให้จุดเทียนที่มีจำนวนเล่มเท่าอายุ แล้วนั่งเพ่งแสงไฟจากเทียนที่จุดไว้ในถาด พร้อมกับภาวนาว่า “ไฟ ไฟ ไฟ ....” ไปเรื่อย ๆ จนจิตรวมนิ่งเป็นสมาธิ วิธีนี้คือ เตโชกสิณ หลวงพ่อฝึกอยู่อย่างนี้เป็นเวลาสามเดือนในพรรษา
      หลวงพ่อเล่าว่า เคยคิดอยากจะเดินธุดงค์ เหมือนกันโดยจะไปกับท่านอาจารย์มี แต่เมื่อเข้าไปกราบลาท่านเจ้าคุณโต ท่านกลับบอกว่าให้ไปเปิดหนังสือที่ว่าด้วยธุดงค์ 13 และกล่าวว่าทำไมจะต้องไปเดินธุดงค์ด้วย ในเมื่อธุดงค์มีตั้ง 13 อย่าง ทำไมไม่เลือกเอาอย่างอื่น หลวงพ่อก็เลยไม่ได้ไปเดินธุดงค์
      ในพรรษาที่ 2 (พ.ศ.2467) หลวงพ่อก็ได้เรียนนักธรรมโท โดยมีพระครูสังฆวิชิต (ทองคำ) เป็นครูสอน และในพรรษานั้นท่านก็สอบนักธรรมโทได้
      ในพรรษาที่ 3 (พ.ศ.2468) หลวงพ่อเรียนนักธรรมชั้นเอก โดยมีพระครูสุประดิษฐ์ศีลคุณ เป็นครูสอน และในพรรษานี้หลวงพ่อมิได้เรียนนักธรรมเอกอย่างเดียว แต่ยังเรียนวิชาช่างด้วย คือ เรียนช่างไม้ ช่างปูน ช่างเหล็ก โดยท่านเจ้าคุณโตเป็นผู้สอน เมื่อเรียนวิชาช่างด้วย เวลาที่เรียนนักธรรมเอกก็มีน้อย ปีนั้นหลวงพ่อเลยสอบนักธรรมเอกไม่ได้ และปีต่อ ๆ มา ก็สอบอีกหลายครั้งก็ไม่ได้นักธรรมเอกมาจนถึงเดี๋ยวนี้
     นอกจากนั้น หลวงพ่อยังเรียนบาลีอยู่เป็นเวลา 5 ปี โดยมีพระมหามณี สุวโจ (พระธรรมรัตนากร เจ้าคณะจังหวัดสระบุรีปัจจุบัน) และพระมหาแดง (พระครูเกษมสุนันทคุณ) เป็นครูสอน หลวงพ่อเคยสอบบาลี 1 ครั้ง โดยสอบที่วัดเสนาสน์ จ.พระนครศรีอยุธยา เพราะสมัยนั้นสนามสอบบาลีอยู่ที่นั่น แต่หลวงพ่อก็สอบไม่ได้ เลยไม่ได้เป็น “พระมหา” กับเขามาจนบัดนี้

เจ้าอาวาสวัดสวนดอกไม้
      หลวงพ่อเรียนอยู่วัดสมุหปรพดิฐาราม นี้ เป็นเวลา 11 พรรษา (2466 – 2476) แล้วย้ายไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสวนดอกไม้ เพราะในขณะนั้น พระอาจารย์ตุ่นเจ้าอาวาสวัดสวนดอกไม้ได้ลาสิกขา ไปประกอบด้วยระยะนั้น วัดสวนดอกไม้กำลังสร้างกุฏิค้างอยู่ 2 หลัง ชาวบ้านสวนดอกไม้จึงนิมนต์ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสในปี พ.ศ.2477

เมื่อหลวงพ่อไปอยู่วัดสวนดอกไม้ ก็เริ่มก่อสร้างกุฏิต่อจากที่ค้างไว้จนเสร็จทั้งสองหลัง สิ้นเงินค่าก่อสร้างประมาณ 32,000 บาท โดยมีคุณหญิงเปี่ยม (ภรรยาหลวงอดุลย์ เดชจรัส อดีตอธิบดีกรมตำรวจ) เป็นผู้สนับสนุนการก่อสร้าง

เจ้าอาวาสวัดสูงและเจ้าคณะอำเภอเสาไห้
      แต่เดิมมา อำเภอเสาไห้นี้ เขตการปกครองรวมกับอำเภอหนองแซง โดยมีพระครูธรรมรัตน์ วัดหนองสีดา เป็นเจ้าคณะอำเภอในสมัยนั้น ต่อมา ปี พ.ศ.2482 ทางราชการได้แบ่งอำเภอหนองแซงออกเป็นอำเภอหนึ่ง โดยไม่ขึ้นกับเสาไห้ จังทำให้อำเภอเสาไห้ไม่มีเจ้าคณะอำเภอปกครองคณะสงฆ์ ทางการคณะสงฆ์ จึงมีบัญชาให้หลวงพ่อไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสูง (หลวงพ่ออยู่วัดสวนดอกไม้ได้ 5 พรรษา) และให้หลวงพ่อดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะอำเภอเสาไห้ด้วย จึงนับว่าหลวงพ่อเป็นเจ้าคณะอำเภอเสาไห้องค์แรก
ปรับปรุงการศึกษาก่อน
      เมื่อหลวงพ่อมาเป็นเจ้าอาวาสวัดสูง (2482) ท่านเริ่มปรับปรุงโรงเรียนก่อน เพราะสมัยนั้น โรงเรียนประถมเรียนอยู่บนศาลาวัด เด็ก ๆ ก็เล่นอยู่กลางลานวัด หลวงพ่อจึงเริ่มบอกบุญเรี่ยไรได้เงินมาสร้างอาคารเรียนประถมขึ้น 3 หลัง เป็นอาคารชั้นเดียว ใต้ถุนสูง ทำอยู่สองปีก็เสร็จและเพียงพอแก่เด็กในสมัยนั้นเรียนแล้ว ต่อมานั้น หลวงพ่อก็เริ่มนึกถึงโรงเรียนมัธยม เพราะขณะนั้น โรงเรียนมัธยมยังไม่มีในอำเภอเสาไห้ เด็กที่จบ ป.4 แล้วต้องไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมในตัวเมืองจังหวัดสระบุรี ซึ่งแต่ละปีก็รับนักเรียนน้อยมาก หลวงพ่อบอกว่า “ เกิดความสงสารและสังเวชใจมาก” หลวงพ่อจึงริเริ่มตั้งโรงเรียนราษฎร์ขึ้นมาก่อน โดยปรึกษากับศึกษาธิการอำเภอเสาไห้ (คุณกำปั่น) ถึงวิธีการเปิดโรงเรียนราษฎร์ขึ้นภายในวัด ในที่สุด หลวงพ่อก็ขออนุญาตเปิดโรงเรียนราษฎร์ได้ เมื่อ พ.ศ.2496 โดยหลวงพ่อเป็นผู้จัดการโรงเรียนเอง สถานที่เรียนก็คือศาลาการเปรียญของวัด เพราะเด็กประถมไปเรียนที่อาคารเรียนหลังใหม่แล้ว วัสดุอุปกรณ์การสอนก็บอกบุญเรี่ยไรเอากับผู้ใจบุญที่ต้องการให้มีโรงเรียนมัธยม
มีนักเรียนเข้าเรียนรุ่นแรก 30 คน ส่วนครูสอน ชื่อ “มน” ขณะนี้บวชเป็นพระและเลขานุการเจ้าคณะอำเภอนครหลวง จ.พระนครศรี-อยุธยา ส่วนค่าเล่าเรียนจะเก็บจากเด็กคนละเท่าไร หลวงพ่อบอกว่าจำไม่ได้

สมณศักดิ์
      หลวงพ่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสูง และรักษาการเจ้าคณะอำเภอเสาไห้มาสองปี จึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอเสาไห้ เมื่อปี พ.ศ.2484 และในปีถัดมาคือ พ.ศ.2485 ท่านก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรนามว่า “พระครูวิมลสมณวัตต์” ต่อมาปี พ.ศ.2487 ได้รับเลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทในนามเดิม พ.ศ.2489 ได้รับเลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกในนามเดิมอีก และ พ.ศ.2504 ได้รับเลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นพิเศษในนามเดิมอีกเช่นเคย
เปลี่ยนโรงเรียนราษฎร์เป็นโรงเรียนรัฐ
      โรงเรียนราษฎร์ของหลวงพ่อเมื่อเปิดสอนได้สามปี ก็มีชั้นเรียนถึง ม.3 และมีนักเรียนเพิ่มขึ้นทุกปี ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กที่จบถึง ม.3 แล้วหาที่เรียนต่อ ม.4 ไม่ได้ (สมัยนั้นระดับมัธยมศึกษาเปิดถึง ม.6) หลวงพ่อจึงคิดที่จะขยายชั้นเรียนให้ครบต่อไป พอดีหลวงพ่อทราบว่า รัฐบาลมีนโยบายที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษาให้ครบทุกอำเภอ และในปีนั้น ทางราชการจะเปิด 11 อำเภอก่อน
หลวงพ่อจึงพร้อมด้วยพระปลัดเฑียร ญาณวุฑฺโฒ (ปัจจุบันพระครูศรีรัตนาภิบาล) เจ้าอาวาสวัดเขาแก้ว และพระครูยอด (อดีตเจ้าอาวาสวัดเจ้าฟ้า) และพระมหามณี (พระธรรมรัตนากร เจ้าคณะจังหวัดสระบุรีปัจจุบัน) เดินทางไปยังกระทรวงศึกษาธิการเพื่อขอโรงเรียนมัธยมมาเปิดในอำเภอเสาไห้

       หลวงพ่อเล่าว่าความเป็นพระบ้านนอกในสมัยนั้น เมื่อเข้าไปในกระทรวงจึงเก้งก้างมาก ไม่รู้ว่าจะไปถามใครที่ไหน แต่โชคดีมีเจ้าหน้าที่เขาแนะนำให้ไปหาอธิบดีกรมวิสามัญศึกษา หลวงพ่อจึงไปตามคำแนะนำ และขณะนั้นเป็นเวลาเลิกราชการแล้ว หลวงพ่อและคณะจึงไม่ได้พบท่านอธิบดี แต่เจ้าหน้าที่เขาสงสารจึงให้เด็กไปพบท่านอธิบดีที่บ้าน

       เมื่อไปถึงบ้านก็ไม่พบท่านอธิบดีอีก เพราะท่านไปตีแบดมินตันนอกบ้าน แต่ภริยาของท่านก็กรุณาให้เด็กไปตามท่านอธิบดีมาพบ ท่านอธิบดีก็ดีใจหายรีบมาพบหลวงพ่อทันที

       เมื่อหลวงพ่อแนะนำตัวแล้วก็แจ้งวัตถุประสงค์ว่า “อาตมามาวันนี้ ก็เพราะทราบว่าทางราชการจะเปิดโรงเรียนมัธยม 11 อำเภอ ที่อำเภอเสาไห้ของอาตมายังไม่มีโรงเรียนมัธยม จึงมาขอบิณฑบาตไปสร้างที่อำเภอเสาไห้สักหนึ่งโรง”

       ท่านอธิบดีฟังแล้วคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงตอบว่า
       “หลวงพ่อครับ... 11 โรง ที่อนุมัตินั้น ผมมอบให้อำเภอต่าง ๆ ไปแล้ว 10 อำเภอ แต่ยังเหลืออยู่ 1 โรง ส.ส. ก็แย่งกันอยู่ หลวงพ่อมาขอก็ดีแล้ว ผมจะยกให้หลวงพ่อ แล้วจะได้บอกกับเขาว่าหลวงพ่อมาบิณฑบาตโรงเรียน ผมเลยเอาโรงเรียนใส่บาตรหลวงพ่อไปแล้ว”

       ท่านอธิบดียิ้มด้วยความพอใจ และบอกว่า ก่อนหน้าที่ไม่เคยมีพระมาขอโรงเรียนเลย หลวงพ่อเล่าว่าท่านเองก็ดีใจมากที่ได้โรงเรียนสมความประสงค์ แต่ก็ยังไม่มั่นใจนัก ท่านจึงขอคำมั่นจากอธิบดีอีกครั้งหนึ่ง ท่านอธิบดีก็รับคำว่า “ครับ....หลวงพ่อ ผมจะติดต่อกับเด็ก ๆ ของผมให้ ให้เด็ก ๆ ของผมดำเนินการเอง หลวงพ่อไม่ต้องมาอีก” แล้วท่านอธิบดีก็เขียนจดหมายมอบให้หลวงพ่อฉบับหนึ่ง ให้หลวงพ่อนำมามอบให้ศึกษาธิการจังหวัดสระบุรี และท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรีพร้อมกับบอกว่า “นี่คือเด็ก ๆ ของผม” หลวงพ่อถึงกับร้องโอโฮในใจ ท่านอธิบดีนี่ใหญ่โตจริง ๆ เมื่อหลวงพ่อติดต่อท่านอธิบดีได้สมปรารถนาแล้ว ด้วยความดีใจหลวงพ่อรีบลาท่านอธิบดีเดินทางกลับสระบุรีทั้งคืน และนำจดหมายของท่านอธิบดีมาแวะมอบให้ท่านข้าหลวงสระบุรี และศึกษาธิการจังหวัดสระบุรีทั้งคืนอีกเช่นเดียวกัน หลวงพ่อเล่าว่านายทั้งสองท่านตกใจใหญ่ และรุ่งเช้ารีบเข้าไปพบท่านอธิบดีตามคำสั่งอย่างรวดเร็วเช่นกัน จึงสามารถเปิดสอนโรงเรียนมัธยมศึกษาได้ในปีนั้น (2489) โดยหลวงพ่อยกกิจการโรงเรียนราษฎร์ให้โรงเรียนมัธยมของรัฐที่เปิดใหม่

       หลวงพ่อเล่าว่าทีแรกทางกระทรวงจะไม่รับโอน เพราะเกรงว่าผู้จัดการจะไม่ยอม เมื่อหลวงพ่อบอกว่า “อาตมานี่แหละคือผู้จัดการ” เจ้าหน้าที่จึงยอมรับโอนกิจการโรงเรียนราษฎร์มารวมเป็นโรงเรียนมัธยมที่เปิดใหม่

       เมื่อได้รับอนุญาตให้เปิดโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอแล้ว ก็เรียนบนศาลาการเปรียญนั่นแหละ เพราะอาคารเรียนที่เป็นเอกเทศยังไม่มี โดยมีครูเหล็ก นิลกตุ เป็นครูสอน

       เปิดเรียนหนึ่งปี จึงมีอาคารเรียนเป็นเอกเทศขึ้น โดยทางราชการได้จัดงบประมาณค่าก่อสร้างให้ 140,000 บาท หลวงพ่อบอกบุญเรี่ยไรเพิ่มอีก 20,000 บาท การสร้างโรงเรียนมัธยมจึงสำเร็จและได้ชื่อว่าโรงเรียนเสาไห้ “วิมลวิทยานุกูล” โดยมีนามสมณศักดิ์ของหลวงพ่อเป็นสร้อยของโรงเรียน อันเป็นเกียรติของหลวงพ่ออย่างยิ่ง
สร้างวัดบ้างละ
       เมื่อกิจการของโรงเรียนได้มีส่วนราชการดำเนินการแล้ว หลวงพ่อจึงหันมาพิจารณาสภาพภายในวัด ก็เห็นว่าอุโบสถของวัดเก่าและชำรุดมาก ท่านจึงลงมือสร้างอุโบสถหลังใหม่ขึ้น โดยเริ่มสร้างฐานอุโบสถเมื่อ วันที่ 29 มกราคม 2495 ตรงกับวันอังคารขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 ปีมะโรง ท่านจึงถือเอาเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ เป็นวันจัดงานประจำปี เพื่อหาเงินสร้างอุโบสถ ในการสร้างอุโบสถนี้ หลวงพ่อจะลงมือก่อสร้างด้วยตนเองแทบทั้งสิ้น สมัยนั้นใครไปวัดสูงจะเห็นพระใส่เสื้อสีเหลืองก่ออิฐ ฉาบปูน
ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนจ้าทุกวัน นั่นคือหลวงพ่อของเราละ

      หลวงพ่อสร้างอุโบสถวัดสูงจนถึง พ.ศ.2500 ก็เสร็จ และทำพิธีผูกพัทธสีมาเพื่อ พ.ศ.2500 สิ้นเงินค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 280,000 บาท หลวงพ่อบอกว่า ที่อุโบสถหลังนี้ราคาถูกเพราะท่านทำเองแทบทั้งสิ้น และต่อมาเมื่อมีเจ้าอาวาสวัดไหนมาปรึกษาเรื่องการสร้างโบสถ์กับท่าน ท่านก็มักจะแนะว่าถ้ามีเงิน 280,000 บาท ก็ลงมือสร้างได้
       ท่านถือเอาเลขจำนวนนี้เป็นเคล็ดในการเริ่มสร้างโบสถ์ และวัดที่ทำตามท่านแนะนำก็มักสร้างสำเร็จดีทุกวัด
       เสร็จจากการสร้างอุโบสถ (2502) หลวงพ่อก็สร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้นในวัดสูงอีก 1 หลัง สิ้นเงิน 18,000 บาท ทั้งนี้ โดยมีโยมตุ่น กำเนิดจันทร์ เป็นผู้ถวายความอุปการะในการก่อสร้างครั้งนี้
หันมาสร้างโรงเรียนอีก
       หลวงพ่อไม่เคยหยุดในเรื่องการศึกษา อาคารของโรงเรียนประถมที่หลวงพ่อนำก่อสร้างไว้นั้น บัดนี้เล็กลงเสียแล้ว เพราะมีเด็กเพิ่มขึ้นทุกปี ท่านจึงนำก่อสร้างอาคารเรียนขึ้นอีกหนึ่งหลัง โดยมีเงินงบประมาณกับเงินที่ชาวบ้านบริจาคใช้จ่ายในการก่อสร้าง หลวงพ่อเล่าว่า การก่อสร้างครั้งนี้ นายเผ่า จันทรประสิทธิ์ คหบดีผู้ใจบุญเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงอันสำคัญในการออกค่าก่อสร้าง
หันมาสร้างวัดต่อ
       หลวงพ่อเริ่มหันการก่อสร้างเข้าไปในวัดอีก โดยพิจารณาเห็นว่าวัดน่าจะมีบริเวณวัดให้กว้าง ๆ ท่านจึงจัดการรื้อกุฏิที่ล้วนแต่เก่า ๆ จนผุแล้วไปไว้ที่ด้านหลังวัด โดยสร้างสิ่งต่อไปนี้ คือ

กุฏิ 5 ห้อง 1 หลัง
กุฏิ 4 ห้อง 2 หลัง
กุฏิ 3 ห้อง 4 หลัง
หอสวดมนต์ 5 ห้อง 1 หลัง

       หลวงพ่อเล่าว่า ที่หลวงพ่อสร้างไม่เสร็จหนึ่งอย่าง คือ กุฏิ 4 ห้อง 1 หลัง ทั้งนี้เพราะทายกวัดบอกว่าเท่านี้ก็พอสำหรับพระอยู่แล้ว จึงหันมาเริ่มสร้างเมรุเผาศพต่อไป และเมรุนี้มาเสร็จเมื่อหลวงพ่อมาอยู่วัดสมุหผระดิษฐาราม แล้ว โดยมีคณะของนายเผ่า จันทรประสิทธิ์ สร้างต่อจนเสร็จ

มาอยู่วัดสมุหประดิษฐาราม

       พ.ศ.2514 หลวงพ่อได้รับแต่งตั้งเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี และในปีนี้เจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐารามว่างลง ทางการคณะสงฆ์จึงสั่งให้หลวงพ่อมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐาราม
       ปี พ.ศ.2519 หลวงพ่อได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระราชาคณะนามว่า “พระสมณวัตรวิมล”
       เมื่อหลวงพ่อมาอยู่วัดสมุหประดิษฐารามแล้ว ท่านได้ก่อสร้างหอฉันขึ้นหลังหนึ่ง โดยมีผู้บริจาคไม้เพียงแต่สิ้นค่าแรงไป 6,000 บาท และสร้างหอเย็นหนึ่งหลัง สิ้นเงิน 52,990 บาท ต่อมาสร้างวิหารเป็นที่ระลึกถึงเจ้าคุณโต (พระศีลวิสุทธิดิลก) อีกหลังหนึ่งสิ้นเงิน 280,000 บาท ขณะที่ผมนั่งสัมภาษณ์อยู่นี้ (30 ก.ค.25) ก็กำลังซ่อมแซมพระอุโบสถวัดสมุหประดิษฐาราม โดยมีช่างจากกรมศิลปากรดำเนินการซ่อม ยังไม่ทราบจำนวนค่าซ่อมที่แน่นอน

การประกาศพระศาสนา

       ความจริงแล้ว หลวงพ่อมิใช่จะเป็นพระนักก่อสร้างอย่างเดียว หลวงพ่อยังเป็นพระนักเทศน์อีกด้วย หลวงพ่อเล่าว่า ท่านหัดเทศน์มาตั้งแต่พรรษาที่ 10 – 12 โดยมีพระครูสังฆวิชิต (ทองดำ) เป็นผู้ที่สอนวิธีการเทศน์ให้ สอนทั้งการเทศน์ปุจฉา – วิสัชนา และการเทศน์ทำนองในกัณฑ์ทานกัณฑ์ ส่วนกัณฑ์อื่น ๆ ในเรื่องเวสสันดรชาดก ท่านเทศน์เป็นทำนองธรรมวัตร ซึ่งพระศีลวิสุทธิดิลก (โต) เป็นผู้สอนให้ แม้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสวนดอกไม้แล้ว ท่านก็ยังมาหัดเทศน์ที่วัดสมุหประดิษฐารามเสมอ
       พระนักเทศน์ร่วมสมัยกับหลวงพ่อ ก็มีอาจารย์ทุย อาจารย์เบิ้น อาจารย์อินทร์ อาจารย์มี พระครูเฉื่อย ฯลฯ ที่มาหัดเทศน์พร้อมกัน หลวงพ่อบอกว่า “นักธรรมกับนักเทศน์เป็นของคู่กัน”
       หลวงพ่อเล่าว่า สมัยก่อนการเทศน์มหาชาติชุกหน่อย ส่วนการเทศน์ปุจฉา – วิสัชนานั้นก็มีมาก ในปีหนึ่ง ๆ ซึ่งก็จริง สมัยที่ผู้เขียนยังเป็นเด็กอยู่มีการเทศน์คราวใด ก็ได้ยินแต่คนบอกว่านิมนต์ท่านพระครูคำ (หลวงพ่อ) กับพระครูดำ (พระครูสังฆวิชิต) มาเทศน์คู่ ชื่อทั้งสองนี้เป็นที่คุ้นหูชาวบ้านมานาน
       ลีลาการเทศน์ของหลวงพ่อนั้น จะดำเนินไปอย่างช้า ๆ เรื่อย ๆ ชัดถ้อยชัดคำ มีตัวอย่างประกอบ มีถ้อยคำลึกซึ้งกินใจ ลีลาเรื่อย ๆ ช้า ๆ เช่นนี้ ผู้ฟังบางท่านต้องใช้สมาธิและขันติในการฟังพอประมาณ แต่ทุกคนก็ชอบฟังหลวงพ่อเทศน์ แม้สมัยนี้เสียงของท่านจะเบาลงบ้างก็ตาม
       เมื่อทางคณะสงฆ์ได้เริ่มมีหน่วยงานพระธรรมทูตขึ้น เพื่อจาริกไปอบรมประชาชน หลวงพ่อก็ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยพระธรรมทูตประจำอำเภอเสาไห้ เมื่อถึงฤดูกาลที่พระธรรมทูตออกบรรยายธรรมตามหมู่บ้าน หลวงพ่อจะออกร่วมด้วยทุกครั้ง บางสมัยพระธรรมทูตประจำสายติดธุระมาบรรยายธรรมไม่ได้ หลวงพ่อก็จะบรรยายด้วยตนเอง ผมเคยติดตามพระธรรมทูตอยู่สองสมัย คราใดที่หลวงพ่อบรรยายธรรมให้เด็ก ๆ ฟัง พวกเด็ก ๆ จะนั่งกันเรียบร้อย ตั้งใจฟังอย่างดี เพราะถ้าไม่เงียบก็ไม่ได้ยินเสียงของท่าน ท่านจะยกตัวอย่างที่เป็นเรื่องจริงบ้าง นิทานบ้าง มาประกอบการเทศน์ แม้ชาวบ้านผู้มีอายุหลายคน เมื่อหลวงพ่อเทศน์จบจะยกมือสาธุด้วยปิติว่า “เฮ้อ... นาน ๆ ชีวิตของผมจึงจะได้ยินหลวงพ่อเทศน์” ผมยังจำเสียงชาวบ้านเหล่านี้ได้ดีเสมอมา เพราะน่าคิดหลายอย่าง
ชีวิตและสุขภาพ
       เมื่อวันที่ผมไปเรียนถามประวัติหลวงพ่อนี้ ผมเรียนถามท่านข้อหนึ่ง ว่า “หลวงพ่อมีวิธีการบำรุงรักษาสุขภาพอย่างไร หลวงพ่อจึงเดินทางไกลได้ และนั่งตัวตรงได้นาน ๆ”
       ทั้งนี้เพราะการเดินเท้าไกล ๆ และการนั่งตัวตรงของหลวงพ่อเป็นบุคลิกภาพที่เด่น ชาวบ้านชอบดูหลวงพ่อนั่ง บอกว่าดูแล้วไม่เบื่อ หลวงพ่อจะนั่งตัวตรง
หลังไม่งอ ไม่ว่าจะนั่งขัดสมาธิหรือนั่งพับเพียบ ท่านจะนั่งไม่พิง ไม่พลิก ประกอบทั้งดวงหน้าแช่มชื่นปกติ ยิ่งชวนให้น่าเคารพ น่าเกรงขาม ชวนให้เกิดศรัทธา เมื่อหลวงพ่อนั่งอย่างนี้ คนที่เข้าไปหาหลวงพ่อต้องพลอยนั่งอย่างท่านไปด้วย เพราะจะนั่งตามสบายก็เกรงใจท่าน เรียกว่าท่านสอนคนโดยไม่ต้องพูดเลย บางคนแอบขนานนามท่านว่าพระพุทธรูปพูดได้

      เรื่องความสามารถในการเดินทางไกลโดยไม่เหนื่อยนั้น เป็นอีกลักษณะหนึ่งของหลวงพ่อ เช่น คราวหนึ่ง วัดต้นตาลมีงานวัด หลวงพ่อก็จำวัดอยู่ที่วัดต้นตาลด้วย รุ่งเช้าคนตื่นเพราะหาหลวงพ่อไม่เห็น ทราบภายหลังว่าท่านตื่นตั้งแต่ตีสอง เดินทางไปบวชพระที่วัดหนองถ่านใต้ ซึ่งผมก็บอกไม่ถูกว่า วัดหนองถ่านใต้กับวัดต้นตาลนี้ ห่างกันกี่กิโลเมตร ทราบแต่ว่าไกลมา บวชพระเสร็จท่านก็รีบเดินทางกลับวัดสูงอีก

       ครั้งหนึ่งเล่ากันว่า ท่านเกริ่นกับญาติโยมว่า วันนั้นวันนี้ จะพาญาติโยมไปนมัสการพระพุทธบาท ใครอยากไปด้วยก็มา ท่านจะพาไปโดยไม่ต้องเสียค่ารถ พอถึงวัดนัด ชาวบ้านหลายคนก็มาที่วัดเตรียมพร้อมที่จะไปพระพุทธบาทโดยไม่ต้องเสียค่ารถ

       เมื่อหลวงพ่อฉันข้าวเสร็จก็ห่มผ้าคว้าถุงย่าม บอกกับญาติโยมที่มาคอยว่า “ไป ไปไหว้พระพุทธบาทกัน เดินกันไปไม่ต้องเสียค่ารถ....”

      แล้วหลวงพ่อก็ลงจากกุฏิเดินนำหน้า ปรากฏว่าชาวบ้านหลายคนทำหน้าม่อย เพราะนึกว่าจะได้ไปรถที่ไม่ต้องเสียค่าโดยสาร นี่ท่านกลับพาเดิน หลายคนใจไม่ถึงก็แวะเข้าบ้าน แต่ก็มีหลายท่านเดินทางไปนมัสการพระพุทธบาททั้งไปและกลับ

       ท่านผู้อ่านต้องทราบภูมิหลังของเสาไห้ก่อนว่า สมัยนั้นถนนสายเสาไห้ไม่ดีอย่างปัจจุบันนี้ รถโดยสารก็มีน้อยคัน ผู้ที่ไปนมัสการพระพุทธบาทต้องไปค้างคืน

       เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ ทำให้ผมเรียนถามท่านข้างต้น หลวงพ่อได้ยินคำถามแล้วก็หัวเราะ บอกว่า ที่ท่านนั่งตัวตรงนั้นเป็นธรรมชาติของท่านเอง ไม่ได้ฝึก มันเป็นเอง และไปคล้องจองกับวิธีการเริ่มนั่งสมาธิ “ อุชํ กายํ ปติฏฺฐย จงตั้งกายไว้ให้ตรง” ผมติดใจคำพูดของหลวงพ่อที่ว่า “เก้าอี้ทำให้คนหลังงอ เพราะนั่งแล้วชอบพิง”

       ส่วนวิธีการรักษาสุขภาพของหลวงพ่อนั้น ท่านว่านอน 3 ทุ่ม ตื่นตี 4 ทำอย่างนี้เรื่อยมา อีกอย่างหนึ่ง ท่านไม่เคยใส่แว่นตาเลย แต่ท่านสามารถอ่านและเขียนหนังสือได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะพระอุปัชฌาย์ของท่าน (หลวงพ่อเจ้าคุณโต) สอนให้กินผักบุ้งดิบมาก ๆ ทำให้สายตาดี หลวงพ่อก็ฉันผักบุ้งเรื่อยมา จึงทำให้สายตาดี และหลวงพ่อก็สอนใครต่อใครเช่นนี้เรื่อยมา

       ชีวิตของหลวงพ่อเคยป่วยหนักถึงกับเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดครั้งหนึ่งใน ปี พ.ศ.2503 โดยป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ต้องเข้าโรงพยาบาลพระพุทธบาทให้หมอผ่าตัด ครั้งนั้นอยู่โรงพยาบาลนานถึง 39 วัน โดยมีนายเผ่า จันทรประสิทธิ์ และนายแสวง อินทุสุต (อดีตนายอำเภอเสาไห้) เป็นผู้คอยดูแลท่านอย่างใกล้ชิด ตลอดระยะเวลาที่ป่วยอยู่ อีกครั้งหนึ่งเมื่อเดือนธันวาคม 2521 ป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ลงปอด คราวนี้อยู่โรงพยาบาลสระบุรี นานอีกเช่นเคย

       ขณะนี้หลวงพ่อไม่ป่วย ไม่ไข้ ปัจจุบันนี้หลวงพ่ออายุ 82 ปีแล้ว ความแข็งแรงของสังขารก็ลดน้อยลงไปตามลำดับ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ภารา หเว ปัญฺจกฺขนฺธา ขันธ์ห้าเป็นภาระอันหนักแล” แต่ท่านก็บริหารขันธ์ห้าของท่านเสมอ ทุกเย็นถ้าเข้าไปวัดสมุหะฯ จะเห็นหลวงพ่อทำงานเสมอ ไม่เคยหยุดอยู่เฉย

       ความจำในเรื่องเก่า ๆ ของหลวงพ่อยังดีอยู่เสมอ เมื่อคราวผมนำอาจารย์จาก วค.นครราชสีมา ไปเรียนสัมภาษณ์ท่านเรื่องคนยวนที่อยู่เสาไห้ทุกวันนี้ หลวงพ่อยังเล่าเรื่องคนยวนอพยพเป็นฉาก ๆ ผมเองนึกในใจคนเดียวว่า “จริงหรือหลวงพ่อ” จะบาปหรือเปล่าไม่ทราบที่ผมนึกอย่างนั้น แต่เมื่อมาเปิดหนังสือพงศาวดารรัชกาลที่หนึ่งดู ก็ปรากฏกว่าจริงดังที่หลวงพ่อเล่าทุกประการ เมื่อผมคลั่งเรื่องประวัติศาสตร์คนยวนเสาไห้ขึ้นมา ก็ต้องเทียวเข้า – ออกวัดสมุหประดิฐาราม ถามหลวงพ่อเรื่อยมา
สรุปประวัติหลวงพ่อ บั้นปลายแห่งชีวิต
       ชีวิตสรรพสัตว์ เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีความมั่นคงถาวร ล้วนเป็นของแปรผันเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา มีเกิดเป็นเบื้องต้น มีการเปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง และแตกสลายตายไปในที่สุด หมายถึงทุกชีวิตเมื่อเกิดมาแล้ว ย่อมตกอยู่ในอำนาจแห่งชรามรณะอย่างเดียว ไม่มีผู้ใดล่วงพ้นไปได้สมตามนัยพระพุทธภาษิตว่า “ทหราปี จ เย วุฑฺฒา เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา ชนทั้งหลายเหล่าใด เป็นคนหนุ่ม เป็นคนแก่เจริญวัย เหล่าใดเป็นพาล เหล่าใดเป็นบัณฑิต อฑฺฒา เจว ทลิทฺทา จ ทั้งคนมั่งคั่ง
และคนยากไร้ สพฺเพ มจฺจุปรายนา ชนทั้งปวงนั้น ล้วนมีความตายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า หมายความว่า มีความตายรออยู่ด้วยกันทั้งนั้น ยถาปี กุมฺภการสฺส กตํ มตฺติกภาชนํ ภาชนะดินที่นายช่างหม้อกระทำแล้ว ขุทฺทกญฺจ มหนฺตญฺจ ยมฺปกฺกํ ยญฺจ อามกํ ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ทั้งสุก ทั้งเผาแล้วและดิบ และยังไม่ได้เผาก็ดี สพฺพํ เภทปริยนฺตํ บรรดาภาชนะดินเผาทั้งปวง ไม่ว่าขนาดไหน ล้วนมีความแตกทำลายเป็นที่สุดฉันใด เอวํ มจฺจานชีวิตํ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายผู้มีอันจะพึงตายเป็นธรรมดา ก็มีความแตกทำลายพินาศเป็นที่สุดฉันนั้น”

       ชีวิตหลวงพ่อสมณวัตรวิมล ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน หลวงพ่อได้เข้าโรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2528 และออกจากโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2528 รวมเวลาที่อยู่โรงพยาบาลครั้งนี้ 40 วัน

เพื่อทำการรักษาโรคเนื้องอกอุดตันท่ออุจจาระ โรคกระเพาะและโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นอีก อาการพอทุเลาแต่ก็ไม่หายขาด คงต้องคอยดูแลกันต่อไป หมอแนะนำให้ทำการผ่าตัดเอาเนื้องอกออกทิ้งแล้วพอจะมีทางระงับโรคได้ แต่หลวงพ่อไม่ยอมทำตามหมอ ขอกลับมาอยู่วัดทำการรักษาตามแผนโบราณ หลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐาราม แต่มาพักฟื้นอยู่ที่วัดสูงอันเป็นวัดดั้งเดิมที่เคยอยู่ หลังจากที่มาพักฟื้นอยู่ที่วัดสูงแล้ว ในช่วงแรกอาการค่อยดีขึ้นบ้าง แต่ก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่ค่อยแน่นอน แบบสามวันดีสี่วันไข้ ญาติโยมต้องมาคอยเฝ้าไข้กันอยู่เป็นประจำ ภายในกลางพรรษานั้นเอง อาการอาพาธของหลวงพ่อก็กำเริบขึ้นเป็นที่น่าวิตกยิ่งนัก อาหารฉันได้น้อย เสียงแหบเครือ หายใจหอบและเหนื่อย ท้องอืด ไม่ยอมถ่าย ต้องฉันยาระบาย หลวงพ่อท่านคุยให้คนไปเยี่ยมท่านฟังว่า ขณะนี้ท่านมีโรคร้ายรุมเล่นงานอยู่ 3 โรค คือ
1. โรคมะเร็ง
2. โรคกระเพาะ
3. โรคปอด

โรคร้ายแรงทั้งนั้น หมอแนะนำครั้งสุดท้ายว่าต้องเข้าอยู่โรงพยาบาลอีก เพื่อทำการผ่าตัดเนื้องอกอุดตัน (โรคมะเร็งนั่นเอง) โดยจะนำไปรักษาที่กรุงเทพฯ ท่านบอกว่า เอาท่านไปก็ต้องเอาศพท่านกลับมา ท่านจึงไม่ยอมไป ขอตายอยู่ที่วัดสูงนี่แหละ
ท่านคงรู้ตัวดีแล้วว่า อย่างไรเสียอาตมาก็จะต้องตายแน่ ๆ จะรักษาหรือไม่รักษาก็มีค่าเท่ากัน คือ “ตาย” เมื่อเป็นดังนี้ อาการของหลวงพ่อก็มีแต่ทรงกับทรุด และทรุดลงโดยลำดับ และแล้วก็ถึงมรณภาพลง เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ 2528 เวลา 15.20 น. ณ วัดสูง อำเภอเสาไห้ ด้วยอาการอันสงบ สิริรวมอายุได้ 83 โดยปี.
พิเนตร น้อยพุทธา.  
ผู้รวบรวมเรียบเรียงประวัติ